แม้เหตุการณ์ผ่านเลยไปหลายปีมากๆๆแต่เมื่อคืนผมก็ยังฝันเห็นเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์ตอนที่ผมต้องสอบGAT ไม่ใช่ซิต้องเรียกว่า สอบ entrance คือ สมัยผมไม่มีการสอบ GATPAT เมื่อไม่มีการสอบ ย่อมไม่มีการติว GAT หรือสอน PAT มีก็แต่ ติวเข้ม entrance หรือ บางครั้งก็จะมีสถาบันกวดวิชาที่ลงข้อความไว้ว่า ent ไม่ติดคือเงินค่าเรียน อะไรประมาณนั้น
วันนี้ผมได้ไปอ่านบล็อกที่ EXTEEN BLOG บล็อกที่ผมอ่านเป็นบล็อกที่เกี่ยวกับ เรื่องราวจำเป็นสำหรับคนอยากเรียนต่อเมืองนอก + แรงบันดาลใจดีๆ
ซึ่งก็มีแต่เรื่องราวดีๆและจำเป็นจริงๆด้วยครับ
เจ้าของบล็อก(ผมไม่ทราบว่าชื่ออะไร)ได้เขียนบอกเล่าเรื่องราวเทคนิคการจำศัพท์ภาษาอังกฤษที่รุ่นพี่ของผู้เขียนได้ใช้ในการสอบ SAT จนได้ Critical reading 760
เรื่องของการจำคำศัพท์ ไม่ว่าจะใช้เพื่อสอบ GAT หรือ O-net สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือความขยันและความสม่ำเสมอนะครับ สมมุติถ้าเทคนิคสามารถช่วยได้สัก 30 เปอร์เซนต์ อีก 70 คือความตั้งใจและสม่ำเสมอครับ สิ่งที่เทคนิคช่วยได้ก็คือ ประหยัดเวลา และพลังงานของเราลง ในเวลาจำกัด เราจะสามารถท่องได้มากขึ้น
1. การจำ Prefix และ Sub-fix
วิธีนี้เป็นที่นิยมมาก
โดยเฉพาะตามโรงเรียนกวดวิชา อย่างเช่นเรารู้คำว่า Increase แปลว่าเพิ่มขึ้น
ดังนั้น de- ที่แปลว่า down decrease ก็แปลว่าลดลง
หรืออย่าง Polyonymous
Poly แปลว่า มากมาย และ onymous ก็แปลว่า name รวมกันก็ หลายชื่อนั่นเอง
ส่วน subfix ก็คือ
การเปลี่ยนหน้าที่ของคำเป็น Adj Verb Noun นั่นเอง
ครูหลายคนบอกว่าควรท่องแต่เราก็ยังท่องไม่ได้สักที จริงๆ ถ้าเห็นบ่อยๆ
จะจำได้เอง
2.รวบรวมคำที่มีความหมายเหมือนกัน
ก็คือการรวบรวมคำที่ความหมายเหมือนๆกัน ไว้ด้วยกันนั่นเอง ถ้าเราท่องทั้งกลุ่มได้ เช่น Get gain attain
ถึงเราไม่รู้คำว่า attain แต่เราก็จะรู้่ว่า get ก็แปลว่าได้รับเหมือนกัน
3. จำคำศัพท์แบบเชื่อมโยง
คือการเชื่อมเสียงกับชีวิต
ประจำวัน โดยตัวเรา(เพรฟ) ใช้วิธีนี้บ่อยมาก เพราะจะจำได้เร็วและนาน
ยิ่งทำให้ตลกเท่าไหร่ ยิ่งจำได้แม่นไม่มีลืม
ตัวอย่าง คำว่า Pugnacious
เราเห็น Pug แปลว่า ผลัก ผลัก คนที่ชอบผลักคนอื่นก็คือคนที่ชอบทะเลาะวิวาท
สรุป ก็แปลว่าคนที่ชอบทะเลาะนันเอง
หรืออย่าง insidious ก็ Inside แปลว่าข้างใน ข้างในจิตใจคนมีเล่ห์เหลี่ยม (insidious แปลว่า ที่มีเล่ห์เหลี่ยม)
ยิ่งถ้าเราทำท่าประกอบด้วย จะจำได้เร็วมากขึ้น แต่คนอาจหาว่าบ้าก็ได้55+
4.จำคำศัพท์ร่วมกับคนอื่น
การทอ่งศัพท์คนเดียวบางครั้ง
ก็ดูเหมือนเป็นการเรียนแบบ Passive จนเกินไป ผลักกันท่องศัพท์กับเพื่อน
ก็คือการเรียนแบบ Active และทำให้เราไม่เบื่อจนเกินไป
5.อ่านคำศัพท์ที่อยู่ในประโยค
ไม่รู้ว่าอยู่ในวิธีการท่อง
ศัพท์รึปล่าว แต่การได้อ่านคำในประโยค
จะฝึกให้เราเดาศัพท์ในบริบทได้เก่งขึ้น
เพราะเราไม่มีทางรู้ทุกคำในข้อสอบได้แน่
อีกอย่าง การเห็นคำในประโยค จะช่วยให้เราใช้คำไ้ด้ถูกต้อง
6. การทำ Notecard หรือ แผ่นช่วยจำ
ตัดกระดาษขนาดฝ่ามือ
เราชอบใช้กระดาษสีอ่อนๆ มีหมดเลยทั้ง ชมพู เขียว ฟ้า ส้ม ตัดเป็นปึกๆ
เจาะรูแล้วใช้ห่วงสีทองๆ ให้มันอยู่ด้วยกันเป็นปึก หรือไม่ก็
มัดยางเอาไว้ด้วยกันก็ได้
วิธีการคือ
เขียนคำศัพท์ไว้หน้าหนึ่ง และอีกหน้าหนึ่งก็เขียนคำแปล
อาจเพิ่มหน้าที่ของคำว่าเป็น นาม กริยา และอาจมีตัวอย่างประโยคด้วยก็ได้
แล้วแต่ความขยัน
วิธีนี้เด็กนักเรียนเมืองนอก
ทำกันมานานแล้ว แต่บ้านเราเหมือนกำลังฮิตกันมาก กระดาษของ Double A ก็มีขาย
แต่แอบแพง ปึกหนึ่งสัก 100 กว่าแผ่น ตั้ง 20-30 บาท เราทำเอง ได้ 100 แผ่น
กระดาษสีแผ่นใหญ่ๆ 5 บาทเอง (คือเราว่าง)
วิธีนี้ดีกว่าจำในสมมติยังไง เพราะบางคำในสมุด เราจะเรียงคำแปลได้ เช่น
Utopia ดินแดนในอุดมคติ
Apex จุดสูงสุด
หลายคน พอเห็นดินแดนในอุดมคติ ก็จะจำได้แล้ ว่าต่อไปคือ จุดสูงสุด โดยไม่ต้องมอง Apex ซึ่งมันผิดวัตถุประสงค์ในการท่องศัพท์
ตอนเราท่องแบบใช้ notecard เรานั่งสับเหมือนสับไพ่เลย
อีกอย่างหนึ่ง การท่องในสมุด บางทีหางตาเราอาจไปเห็นคำแปลก็ได้
หรือไม่ ก็ขี้เกียจ เปิดมา ศัพท์เต็มหน้า ไปนอนดีกว่า แต่อันนี้คำละแผ่เอง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น